Nov 18

ในที่สุดก็หาเวลาบิวส์อารมณ์ได้  ปกติผมมักใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับ การทำงาน ดูหนัง ปั่นบอร์ด ทั้งมีสาระและไร้สาระ ไปตามจังหวะชีวิตของวัน วันนึงมีน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ได้ ส่งข้อความมาให้ผม ไอ้ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะต้องทำอย่างไรบ้าง กับ คำว่า Tag  เคยมีเพื่อนที่รักใคร่กันหลายคน และหลายต่อหลายหน ส่งมันมาให้ผม แต่ละครั้งเนื้อหาก็จะแตกต่างกันไป แต่เป็นที่น่าเสียใจที่ผมกลับไม่เคยเขียนมันเลยซักครั้ง ผมต้องฝากขอโทษเพื่อนๆที่เคยส่งมันมาให้ผม   จนมาในวันนี้ ผมได้ตัดสินใจเขียน Tag  แรกในชีวิตของผม 

และขอบคุณผู้ที่ ส่งมันมา  ขอบคุณจ้ะ “น้องพีช”

โครงการทำดีเพื่อพ่อ  

ผมไม่รู้หรอกนะว่าการทำดีเพื่อใครมันจะยิ่งใหญ่แค่ไหน  แต่ถ้าการเป็นลูกที่ดีได้นั้นสำหรับผมคือการทำให้พ่อแม่ได้สบายใจและภูมิใจ ความสบายใจและความภูมิใจของท่านนั้น มันก็เกิดจากการที่ลูกอยู่สูขสบายทั้งกายและใจ รวมทั้งการที่มองเห็นลูกก้าวหน้า และจะยิ่งมีความสุขที่สุดเมื่อเห็นลูกเป็นคนดีของสังคม ผมว่าถ้าผมโตขึ้นมีลูกเป็นของตัวเองผมว่าผมก็ต้องรู้สึกแบบนี้ ซึ่งผมก็คิดว่าพ่อแม่ของผมท่านก็ต้องรู้สึกแบบนี้เหมือนกัน  ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ยืดอกขึ้นแล้วสัญญากับตัวเองซักข้อหนึ่งเพื่อใครซักคนหนึ่ง ผมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่สถาบันสูงสุดอันเป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งเพียงอย่างเดียว ผมยังหมายถึงสถาบันอันเล็กสุดของสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความสำคัญยิ่งสำหรับผม นั่นคือสถาบันครอบครัว ของผมเอง  

ก่อนอื่นก็มาทำตามกติกาที่ใครๆเขาก็ทำกัน

Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร? เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐
พวกเราในฐานะคนเขียนบล็อก/เว็บไดอารี่

ขอถวายพระพรให้พระองค์ทรงพระเจริญ มีพระพลานามัยที่แข็งแรง
และพวกเราปรารถนาที่จะทำความดีคนละหนึ่งอย่างเพื่อพ่อหลวงของพวกเรา

Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อ คือการเขียนลงในบล็อกว่า
ตั้งใจจะทำความดีอะไรหนึ่งอย่างเพื่อพ่อ
แล้วส่งต่อไปให้คนอื่นอีก ๕ คนเพื่อให้เขียนบล็อกแบบเดียวกัน

กติกา

  • ให้ copy เนื้อหาในหัวข้อ Blog Tag ทำดีเพื่อพ่อคืออะไร? ที่อยู่ด้านบน และหัวข้อกติกานี้ นำไป paste ลงในบล็อกของคุณ
  • เขียนบอกว่าใครที่ tag มาหาคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบทความที่ tag มาหาคุณด้วย เพื่อที่คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณ จะได้ตามไปอ่านบทความ ของคนที่ tag หาคุณได้
  • เขียนความดีหนึ่งอย่างที่คุณตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ ถ้านึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร ให้เข้าไปดูในเว็บ www.dogood.or.th
  • ให้ tag ไปหาคนอื่นอีก ๕ คนเพื่อให้เขาทำเช่นเดียวกับคุณ โดยให้ทำลิงก์ไปยังบล็อกของทั้ง ๕ คนด้วย และถ้าเจ้าของบล็อกเข้ามาเขียนบทความแล้ว ก็ให้แก้ลิงก์ไปที่ตัวบทความเลย คนที่เข้ามาอ่านบทความของคุณแล้วจะตามอ่านของคนที่คุณ tag ไปหา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาว่าบทความอยู่ที่ไหนใน บล็อก
  • เข้าไปขอแบนเนอร์โครงการทำดีเพื่อพ่อจากเว็บ www.dogood.or.th/banner_exchange แล้วนำมาติดในบทความที่คุณเขียน
  • เข้าไปแจ้งที่ blog.macroart.net/dogood ว่าคุณได้เขียนบทความทำดีเพื่อพ่อแล้ว
  • ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่อเขียนว่าจะทำดีอะไรแล้ว ขอให้มีความตั้งใจมั่นและลงมือทำความดีที่เขียนไว้ให้สำเร็จ สังคมเราจะดีขึ้นเพียงแค่ทุกคนช่วยกันทำ ความดีกันคนละเล็กคนละน้อย

ความดีหนึ่งอย่างที่ตั้งใจจะทำเพื่อพ่อ

จริงๆแล้วผมมีหลายอย่างที่อยากจะทำ แต่เกรงว่าจะทำไม่ได้หรือทำไม่ทันสิ้นปีนี้  จึงเลือกมาข้อหนึ่งที่คิดว่าน่าจะทำได้ และทำทัน
ขอเกริ่นก่อนซักนิด  ในฐานะ ที่ผมเป็น สมาชิกคนหนึ่งในสังคม ผมได้ทำหน้าที่ของผมแล้ว บกพร่องบ้างก็มี   ทั้งในหน้าทีการเป็น พนักงานคนนึงในบริษัท และหน้าที่ต่อครอบครัว  ซึ่งผมยอมรับว่า ผมบกพร่องไปหลายส่วน แต่ผมมีความตั้งใจอันดีมาโดยตลอด ที่จะทำบางอย่าง ให้สำเร็จลุล่วงไปภายในปีนี้ ความดีที่ผมจะกำหมัดสัญญาในวันนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหน้าที่ของผมเหล่านี้ นั่นเอง   ความดี ผมขอเรียกมันว่าความดี เพราะมันเป็น สิ่งที่ทำแล้ว มีประโยชน์แก่ผู้รับ (ซึ่งผมแน่ใจ) และไม่เดือดร้อนใคร(อันนี้ผมก็แน่ใจ)      ความดี อย่างเดียวที่ผมอยากทำ หลังจากผม สู้อุตส่าห์มาหลายปี จนสามารถยืนได้และพร้อมที่จะทำอะไรเพื่อใครบ้าง   คือการได้ตอบแทนบุญคุณผู้ที่มีพระคุณ กับผมทั้งหลาย    จะให้ผมบอกชื่อบุคคลเหล่านี้ทั้งหมด คงต้องนั่งพิมพ์กันเป็นปีๆ  เอา แค่คร่าวๆก่อน ซัก 3 คน
- พ่อแม่  แน่นอน ทุกอย่างที่เป็นจักรี คือท่านสองคนนี้แหละ

- พี่หนุ่ม พี่ชายที่ให้โอกาส ให้ได้มายืนจุดนี้ ไม่มีคำบรรยายอะไรมาก บอกได้แค่ว่า เป็นเหมือนพ่อแม่คนที่สองของผมเลยก็ว่าได้ 

-อาจารย์เปิ้ล เป็น 1ในหลายร้อยของครูที่มีพระคุณแก่ผม   ถ้าไม่มีคุณครูผู้นี้ ผมก็ยากที่จะจบการศึกษาในระดับ ป.ตรีได้ ทั้งการให้ความรู้และโอกาสอื่นๆ  มีที่ไหน  ให้เงินนักศึกษายืมแล้วบอกไม่เอาคืน แถมบอกว่า เห็นเราจบ แค่นี้ครูก็ดีใจ 

เอาละเมื่อตอนนี้ ผมสามารถลุกยืนขึ้น และมีกำลังพอที่จะตอบแทนคุณของพวกท่านเหล่านี้ได้  สิ่งที่ผมจะทำให้พวกท่าน ให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ จริงๆตั้งใจตั้งแต่กลางปีแล้ว แต่รุ้สึกท้อๆลงไป ดีละงั้นมาเริ่มให้คำมั่นกับตัวเองอีกครั้ง   คือ

 ผมจะเปิดร้านขายอาหารให้พ่อกับแม่ ที่บ้านนอก ให้ได้  เดี๋ยวก่อนปีใหม่จะไปดูที่ทางเอาไว้ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดปีใหม่อาจจะได้เปิดร้าน ถ้าทำได้ มันจะเป็น สิ่งแรกที่ผมจะทำให้พวกท่านได้รุ้ว่า การที่พวกท่านต้องทนเหงาอยู่บ้าน เป็นเวลา 4-5 ปี มันไม่ได้สูญเปล่าเลย…..

ผมจะปิดงานเว็บไซต์ของบริษัทให้ได้ก่อนสิ้นปี อันเนื่องมาจาก งานนี้เป็นงานสำคัญที่ผมทำค้างเอาไว้เป็นเวลาเกือบปี ผมทำมันไม่เสร็จซํกที รู้สึกว่า ตัวเองทำให้พี่ชายผิดหวังอย่างไงบอกไม่ถูก  เอาละวันนี้ จะเป็นวันที่ผมให้สัญญากับตัวเองไว้ว่าต้องทำให้เสร็จสิ้นไปซะที

ผมจะทำเว็บไซต์ e-learning ให้กับอาจารย์เปิ้ล ซึ่งร่วมกับรุ่นน้องอีกสองคน อาจจะไม่ได้มากมายอะไรแต่ เป็นอย่างหนึ่งที่ ผมสามารถตอบแทนคุณครูผู้นี้ได้

เดี๋ยวสิ้นปีมาสรุปผลกันอีกที ว่าสามอย่างที่ผมตั้งใจจะมีอุปสรรค์อะไรที่ทำให้มันไม่เสร็จ หรือเสร็จแบบทุลักทุเล บ้าง

ส่วนคาวมดีอื่นๆก็จะพยายามทำตามหน้าที่ ของลูก ของพี่ชาย ของเพื่อน ของน้อง  ของพนักงานบริษัท ของคนในสังคม ของประชาชนพลเมือง  ของสิ่งมีชีวิตบนโลก ต่อไป…..

ผู้ที่ทำความดีแล้ว tag มาหา

“น้องพีช”   น้องสาวที่น่ารัก เจอกันที่ฟอนต์ฟอรัม  สถานที่ที่ ทำให้ผมได้รู้จักมิตรภาพที่เหนือกว่า คำว่า “โลกอินเตอร์เน็ต” 

น้องพีช เด็กสาวผู้คลั่งใคล้ กีฬาคนชนกัน  เท่ไปเลย  เป็นเด็กที่ดู ขรึมจัง ร่าเริงหน่อยนะน้อง เดี๋ยวว่างๆไปเล่นอเมริกันฟุตบอลด้วย ^^

 ๕ คนที่อยากให้ร่วมทำความดีเพื่อพ่อ

  ผมขอนั่งคิดอีกซัก 2 คืนละกัน ^^

Oct 01

วันนี้ ไม่รุ้คิดอย่างไร อยากอัพ บล๊อกขึ้นมา    ก็นึกไปนึกมา พลางเปิดรูปเก่าๆ ที่ เคยถ่ายไว้ ในสมัย3-4 ปีก่อน ทั้งฝีมือเราบ้าง พี่ๆของเราบ้าง
ก็ไปเจอ รูปเกี่ยวกับอาหาร ทำเอากลืนน้ำลายไปหลายอึกเลยทีเดียว เปิดไล่ มาเรื่อยก็นึกชมพี่ชาย ที่ถ่ายได้สวยและน่ากินมากๆ
และต้องมาสะดุดเอา ที่รูปในโฟรเดอร์เก่าเก็บ ถ้าจะให้เปลียบ ก็เหมือนหีบโบราณ ที่มีฝุ่นเกาะเขรอะคลุ้งไปหมด  ผมเปิดรูปชุดนี้ทีไร
ก็ทำให้นึกหวนถึงอดีตทุกครั้งไปซิน่า ไม่รุ้ทำไม เรื่องนี้ของผม ถึงทำให้ผมมีเรื่องเล่า ให้ใครต่อใครฟังมากมาย ไม่รุ้จักจบสิ้น
 มันเหมือนมีแค่อย่างเดียวที่อยากอวด อะไรประมาณนั้นเลย   พอร่ายจบก็อยากจะโชว์มันซะเลย ก็มีหลายคนถามถึง และอยากจะให้ทำให้กินบ้างละ
แต่ ด้วยงบประมาณด้านเงินทุนและเวลา ที่จำกัด ผม จึงทำได้แค่ปฏิเสธ นี่ ก็ปฏิสเสธ จนจะครบ 4 ปีแล้วด้วย รายละเอียดด้านฝีมืออะไรก็คงจะลดลงไปตามกาลเวลา
แต่ใช่ว่าจะลืมไปเลยทีเดียว ซะเมื่อไร ก็เหมือน คนที่ขี่จักรยานเป็น จะร้างลาไปกี่ เดือนปี ให้จับอีกที่ก็น่าจะยังขี่ได้อยู่นะ ผมเชื่ออย่างนั้น

วันนี้ผมเอาสูตรขึ้นมาทบทวน มานั่งดูรูปพร้อมทั้งนึกถึงวิธีทำ ก็ยังจำได้ถึงขั้นตอนการทำ ก็จะให้ลืมกันได้ง่ายๆได้ไง ผมถูกเคี่ยวเข็ญ มาเกือบ ปีครึ่งกับการฝึกและทำมัน
ในครั้งนั้นผมไม่ได้มีหน้าที่ยืนหน้าเสร่อเพียงอย่างเดียวนะ ฮ่าๆ ว่าไปนั่น ถึงแม้ในวงการตอนนั้นผมจะเป็นแค่เด็กน้อยหัดเดิน แต่ผม ก็ทำให้ลูกค้าหลายคนปลื้มได้ละน่า 
ฮาๆ พอๆ หยุดยกหางตัวเองแล้วก็ เอารุปมาลง ให้หายคิดถึงกันดีกว่า มาทบทวนเมนูไปพร้อมๆกันกับผม เลยละกัน……

มาเริ่มกันที่รูปแรก รูปนี้ เป็นซูชิ (ข้าวปั้น)  ที่อยู่ในตระกูล  Makimono(คือเป็นประเภทที่ ห่อด้วยสาหร่ายกับข้าว ม้วนกลมๆแล้วตัด สี่ หก หรือ สอง คำ )  ชื่อว่า Kani Tama  ซึ่งมาจากคำว่า Kanikama(ปูอัด) กับ Tamago(ไข่หวาน)  แน่นอน ส่วนประกอบหลักของมันคือ ไข่หวานกับปูอัด มี Kappa (แตงกวาญี่ปุ่น) อยุ๋ด้วย เพื่อแก้เลี่ยน เพราะปูอัดกับไข่หวานจะออกรสหวานนำ  ซูชิที่มีส่วนประกอบหลักเป็นสองอย่างนี้ รสชาติจะถูกปากเด็กๆเป็นพิเศษ…

รูปต่อมา ก็เป็นซูชิที่อยุ่ในตระกูล Makimono เช่นเดียวกัน ชื่อของมันคือ Futo  เป็นซูชิคำใหญ่มักเสิร์ฟที่ละสองชิ้น เป็นซูชิที่ รวมๆเอาหลายๆอย่างมาปนกัน เน้นพวกผัก จะใส่พักอะไรก็แล้วแต่สูตรของแต่ละที ในที่นี้ ใช้ พักสามอย่าง คือ kappa(แตงกว่าญี่ปุ่น) kampyo(ฟักดอง)และอีกอันจำชื่อภาษาอังกฤษไม่ได้ ภาษาไทยคือ มะเขือม่วงดอง…..^^

รูปต่อมายังอยุ่ในหมวด Makomono ชื่อของมันคือ Unagi Kappa เป็นใส้ของ Unagi (ปลาไหลญี่ปุ่นปรุงรส) กับ kappa(แตงกวาญี่ปุ่น) รสญาติของ ปลาไหลญี่ปุ่นปลุงรส จะออกหวานนำหอมอร่อยมาก เป็นเมนูในดวงใจส่วนตัวของผมเลยก็ว่าได้ (ส่วนตัว ผมชอบซูชิที่มีส่วนประกอบของ Unagi มาก) มาว่า ส่วนประกอบอื่นของ เมนูนี้กันอีกสองอย่างนั่นคือ Nori(สาหร่ายผง) กับ งา จะเห็นได้ว่า เมนูนี้จะ ดูแปลกกว่าสองเมนูแรกทั้งที่อยุ๋ในตระกูล maki เหมือนกัน เป็นเพราะสองเมนูแรกเป็นการ ห่อ แบบเเอาสาหร่ายหุ้มข้าว ส่วนเมนูนี้ จะทำสลับกันคือเอาข้าวหุ้มสาหร่ายอีกที

เมนูต่อไป ก็ยังเป็น ซูชิในตระกูล Makimono อีกนั่นแหละ ฮ่าๆ แต่ อันนี้ ค่อนข้าง คุ้นหู มันคือ California
ส่วนประกอบของมันมี kappa(แตงกวาญี่ปุ่น) kanikama(ปูอัด) Avocado(อะโวคาโด้) Tamago(ไข่หวาน) และคุกด้วย Ebiko(ไข่กุ้ง) ห่อแบบเอาข้าวหุ้มสาหร่าย

เมนูต่อไป ยังคงเป็น Makimono แต่เป็นเมนูที่ผมชอบมากอีกเมนูหนึ่ง เพราะมันมีส่วนประกอบของ Unagi ฮ่าๆ คอนเซ็ปมันคือ หวาน หอม อร่อย ยิ่งไปอุ่นให้ Unagi ให้ร้อนๆนะ เวลากินกลิ่นหอมจะออกมาจนรู้สึกได้เชียวละ อ้าๆ ยังไม่ได้ บอกชื่อเมนูนี้เลย เมนูนี้ ก็คือ Una Tama Ebiko นอกจากจะมี ปลาไหลปรุงรสแล้วยังมีไข่หวานแตงกวา และไข่กุ้งเป็นส่วนประกอบ แล้วทำการห่อแบบข้าวหุ้มสาหร่าย คุกด้วยไข่กุ้ง

มาสู่ซูชิ ที่เป็น แบบ Nigiri กันบ้าง ลักษณะเด่นของมันก็คือ การเอาวัตถุดิบวางโป๊ะ ไว้บนข้าวปั้น จะลัดด้วยสาหร่ายหรือไม่ก็แล้วแต่เมนู เมนูแรกของซูชิตระกูล นี้ ก็คือ Tako วัตถุดิบก็คือ Tako(หนวดปลาหมึกยักษ์ ) ซึ่งสไลด์บางๆ วางโป๊ะบนข้าว ไอ้ครั้งแรกที่ผมรู้จักมัน ก็หลงเข้าใจผิดมันอยุ๋ นานเหมือนกันว่า มัน คงดิบ แต่ พอได้ชิมแล้วก็รุ้ว่ามัน ไม่ดิบ แต่ไม่ก็ไม่สุก ถ้าอย่างบ้านเราก็ประมาณ กรรมวิธีการลวกนั่นเอง

เมนูต่อไปในตระกูล Nigiri คือ Kanikama และแน่นอนมันคือปูอัดที่โปะอยุ๋บนข้าวปั้น และลัดแน่นไว้ด้วยสาหร่าย ความหวานมันส์ของเนื้อปูอัดจะกลมกล่อมเสมอเมื่ออยุ่บนข้าวปั้นรสชาติหวานปนเปรี้ยวนิดๆ

เมนูต่อไป อะแน่นอน เมื่อมีปูอัด ก็ต้องมีไข่หวาน Tamago รสชาติหวานกลมกล่อมของไข่หวาน ที่มีส่วนผสมของน้ำส้มมิลิน และ Hondashi รวมทั้งกลิ่นหอมที่เกิดจากกรรมวิธีการย่าง ลงตัวถูกใจเด็กๆเมื่อได้กินไปพร้อมกับข้าวปั้นรสชาติอย่างที่บอก

เมนูต่อไป Ebi กุ้งต้มโปะข้าวปั้น ความมันส์อร่อยของกุ้งต้ม กับความหวานออกเปรี้ยวนิดๆของข้าวปั้น ชั่งลงตัวและเคี้ยวมันส์ แถมเพลินจนไม่รุ้ว่ากินไปกี่ตัวแล้ว ฮ่าๆ

เมนูในตระกูล Nigiri ตัวต่อไปคือ Idago(ลูกปลาหมึดยักษ์) ที่ผ่านกรรมวิธีการยำเรียบร้อยแล้ว เลือกออกมาเป็นตัวๆมาวางโปะบนข้าวปั้น ลัดด้วยสาหร่ายให้แน่น จะออกรสชาติหวานมันส์ เผ็ด เคี้ยวมันส์เวลาขบ ดังกรุบๆ นึกถึงรสชาติแล้วน้ำลายสอกันเลยทีเดียว

อ้า ต่อเลยๆ ตระกูล Nigiri เหมือนกัน เมนูนี้ชื่อว่า Shime Saba(ซาบะดอง) วางบนข้าวปั้นกินกับกระเทียมบดและผักชีต้นกอมสไลด์ จิบกินกับสาเก ให้รสชาติเปลี้ยวนำแต่ไม่มากจะออกแนวเค็มๆอร่อย บวกรสเผ็ดของกับกระเทียมและกลิ่นหอมของต้นหอมผักชี ถูกใจคอเหล้า.. เอ๊ะ คอไม่เหล้าก็นิยมเหมือนกันนะเมนูนี้

เมนูที่ขึ้นชื่อ ถ้าซูชิขาดเมนูนี้โดนลูกค้าโวย แน่ นั่นก็คือ Nigiri ที่ชื่อว่า Salmon(แซลม่อน) อันนี้ไม่ต้องพูดถึงรสชาติเป็นสากลมากๆ อร่อย สดแล้วใหความรู้สึกหอมและนุ่มล้นตามสไตล์ Sashimi และ ได้รสชาติของข้าวปั้น เข้าช่วย จะเสริมรสชาติ ด้วยซอสโชยุและวาซาบิอีกก็ได้จะให้รสชาติ แบบ ปี้ดๆ …..ฮ่าๆๆ ว่าไปนั่น

Nigiri เมนูสุดท้ายที่จะเสนอในครั้งนี้ เป็น เมนูหากินยากพอสมควร และค่อนข้างจะแพง โดยเฉพาะเมนูสด แต่ เมนูนี้ ไม่สด นะครับ เป็นเมนู Hotate(หอยเชลต้ม) โปะหน้าข้าวปั้น เฉพาะรสชาติของหอยก็ทำเอาไม่อยากจะกลืนเลย อยากเคี้ยวไว้นานๆ รสชาติออกมันส์ เคี้ยวไปพักนึงจะออกหวานอร่อย ถ้าร้อนๆจะรุ้สึกหอมด้วย กินกับข้าวปั้นที่รสชาติหวานเปลี้ยวนิดๆจิ้มโชยุและวาซาบิละสุดยอดดดดด…..

ซูชิประเภทสุดท้ายที่จะเสนอในวันนี้ เป็น ซูชิตระกูล Gunkun (ซูชิที่มีลักษณะเป็นกระทง ญี่ปุ่น เรียกว่าเรือ คือเอาสาหร่ายห่อข้าวปั้นเอาไว้ให้เป็นแบกระทงเรือเดี๋ยวเห็นภาพจะรุ้ แหะๆ) เมนูแรกคือ Ebiko(ไข่กุ้ง) เมนูนี้เป็นเมนูสึดฮิตของคนไทยที่กระแดะกินอาหารญี่ปุ่น ฮ่าๆ รวมถึงผมด้วย….. เพราะความกรุบๆและสีสัน มันชั่งยั่วยวนใจในการเคี้ยวเหลือเกินบวกกัยรสชาติของสาหร่ายและข้าวปั้น อืมๆ ลงตัวอย่าบอกใคร เอ๊ะ นี่กำลังบอกอยุ๋นี่นา ซะงั้น.^^

เมนู ในตระกูล นี้อีกอันคือ อาหารพวกสลัดหรือยำ เช่น สลัดปูอัด สลัดทูน่า สลัดหอยเชล ยำลูกปลาหมึก แต่ผมเอา รูป ยำลูกปลาหมึกให้ดู ก่อนรูปเดียว ชื่อของ เมนู ยำลูกปลาหมึกนี้ก็คือ Idako Gunkun……..

จริงๆแล้ว ซูชิยังมีอีกแบบ2-3แบบผมก็ไม่แน่ใจนัก ที่เข้าใจก็น่าจะเหลือหลักๆอีกแบบหรือสองแบบ ในจำนวนนั้น อันหนึ่งคือ Onigiri ข้าวปั้นที่มีใส้อยู่ข้างในข้าวประมาณว่า เอาข้าวมาปั้นเป็นลูกกลมๆยัดใส้ไว้ข้างใน หรือพอปั้นเสร็จแล้วจะเอาไปย่างหรือไม่ก็ได้ และ ซูชิที่ผมพอรุ้อีกแบบนึงก็คือซูชิในตระกูล Temaki(สาหร่ายแผ่นใหญ่ห่อข้าวเป็นกรวยๆรูปสามเหลี่ยม)

แต่วันนี้ พอแค่นี้ก่อน

และต้องขอขอบคุณ พี่หนุ่ม พี่กี้ พี่โบที่ช่วยจัดเตรียมสถานที่ วัตถุดิบ อุปกรณ์และอำนวยความสะดวกทุกอย่าง และพี่พีระช่างภาพในวันนั้น ไม่น่าเชื่อ ซูชิชุดนี้ ที่ผมทำ หน้าตาออกเป็นแบบนี้ ห่างหายไป4 ปีแล้ว ถ้าลงมือทำตอนนี้หน้าตาซูชิจะเป็นแบบเดิมมั้ยละเนี่ย ฮ่าๆ ไม่อยากนึกสภาพ …………..^^

Aug 28

ช่วง นี้ไม่รู้เป็นไร  รักการอ่านเป็นพิเศษ ตั้งแต่ เพื่อน เอาวันพีช* ยัดมาให้อ่าน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รู้สึกได้ว่า ติดการอ่านการ์ตูน อย่างงอมแงม เลย  อยากเขียนชื่นชม การ์ตูนเรื่องนี้เป้นพิเศษ ก็กลัวจะมีคนว่า ไม่ทันสมัย ก็แน่ซิ วันพีช มันเป้นการ์ตูนที่ได้รับความนิยมอย่างมากมากว่า 10ปีแล้วนิ  ไอ้เราก็เพิ่งจะมา บ้าบอเอาตอนนี้ แต่ ก้ยังดีที่ได้อ่าน ถ้าไม่ได้อ่าน ผมคงเสียใจมาก พอมานั่งนึกดูนะ ชีวิตคนเรามีเรื่องดีๆสิ่งดีๆ สิ่งโดนๆสำหรับ ตัวเราเยอะแยะ  ไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างก็ไม่รู้  ได้แต่ภาวนา ว่าจะไม่พลาดสิ่งสำคัญๆในชีวิตไปอีก ก็เป็นพอ

วันนี้คงอัพเท่านี้ แหละ กระปิดกระปอยหน่อย แต่ค่อยๆ ละกัน ช่วงนี้ยุ่งเหมือนยุงตีกันเลยละ

Aug 06

เรื่องราวความรัก ความสนุก ของพี่น้อง สุดน่ารักที่ชื่อ คลิกกับเคนท์

Jul 16

ขอโดนโดน อันเดียว …

Jul 12

พระอาทิตย์ทะยานจากขอบฟ้าสู่เวิ้งฟ้าเพียงริมๆ ก็รู้สึกได้ถึงควมกรุ่มกริมจากแสงแดดยามเช้าตรู่
เสียงชินหูรอดผ่านช่องประตูปลุกเจ้าเด็กน้อยนาม อินทรีย์ให้ตื่นจากนิทราทุกวัน
แต่วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของ วิถี นักสู้  เจ้าเด็กตัวน้อยวัย 7 ขวบเด่งตัวลุกขึ้นจากที่นอน จัดการธุระอันพึงทำกับตัวเองเสร็จสรรพ

ณ ลาน หน้าบ้าน เจ้าระดมญาติผู้พี่เดินออกมายืนรออินทรีย์อยู่หน้าบ้าน
“สวัสดีพี่ระดม  พี่พร้อมมั้ย ? ” ญาติผู้น้องตัวน้อยที่เพิ่งเดินพ้นจากประตูเรือนพูดพลางเดินลงจากบันได
“เออ ก็รอเอ็งนี่แหละ” ระดมตอบ
“ว่าแต่ พี่เห็นพ่อข้าพาพวกพี่ๆนักมวยออกไปกันรึยัง”
“ออกไปแล้วละ รู้สึก คงจะไปถึงที่วัดกันแล้วนะ ”
“งั้นเรารีบไปกัน” สิ้นคำอินทรีย์ ทั้งสองก็มุ่งตรงไปที่วัดประจำหมู่บ้าน นัดรวมพลครั้งสำคัญ เพื่อกิจกรรมของวิถีแห่งนักสู้

ณ.ลานวัดไทรแดง
  บริเวณกว้างขวาง กิจกรรมประจำหมุ่บ้าน ที่มีคนสำคัญประจำหมู่บ้าน มาเป็นสักขีพยาน
“ไอ้พล ค่ายนายอิ่ม แห่งไทรแดงเหนือ  ได้สู้กับ ไอ้ภูชิต ค่ายนายเดช แห่งไทรแดงตะวันออก  “ 
เสียงมีพลังของผู้ประกาศดังก้องไปทั่วบริเวณ เหล่าคนที่มาชุมนุมล้วนส่งเสียงเฮ ตามไปด้วย
“ไอ้นิด ค่ายนายจันทร์ แห่งไทรแดงใต้ สู้กับ ไอ้ยักษ์ ค่ายกำนันคม แห่งไทรแดงกลาง”
การจับคู่มวย ดำเนิน ไปจนจบ  อินทรีย์กับระดมมาไม่ทัน ได้ยิน ขั้นตอนการจับฉลาก
(เป็นการเปรียบมวยที่ไม่คำนึงถึงรูปร่าง หรือน้ำหนัก  นั่นคือ น้ำหนักต่างกัน ก็สามารถสุ้กันได้ถ้าจับฉลากโดน)

แต่ เค้าทั้งสองก็ถามความเอาจากนายจันทร์ เรื่อง คู่ของแต่ละคนที่นายจันทร์ส่งวัดฝีมือในครั้งนี้

อินทรีย์กับระดม ติดตาม นายจันทร์ ไปดูการจับคู่มวยและการต่อสู้บนเวที  อยู่เสมอ  วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่ง

เพราะ อีกไม่กี่ชั่วโมง จะได้เห็น การสู้ของนักมวยแต่ละคนเป็นการวัดระดับฝีมือของครูผู้สอนว่าใครจะแน่กว่ากัน…..

Jul 10

ปกติ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะซื้อเสื้อผ้าใส่ เอง ส่วนใหญ่ มีแต่ของบริจาคก็ว่าได้ ก็ตั้งแต่ มาจาก ต่างจังหวัด ก็เหมือนมี มาชุดเดียว ตั้งแต่นั้นเลยนะ แต่มันเริ่มพอกพูนด้วยเมตตาจากเพื่อนๆพี่ๆ ทั้งหลายแบ่งปันมาอยู่เรื่อยๆเชียว  กางเกงยีนตัวแรกอะเหรอ ?  ซื้อที่ตลาดนัด ตอนอยุ่ปี 2  99 บาท  ฮ่าๆ ทำเป็นเล่นไป  ใส่ได้จนถึงปี 3 เทอม 2 เลยนะเอ้า .. ซีดแล้วซีดอีก ขาดแล้วขาดอีก  แต่ก็นะ แฝงตัวไปกับพวกเด็กแนว ก็ดูเข้าทีดีนะ  มีอยุ่หลายครั้งเหมือนกัน ที่ เข้าไปเดินในบิกซีด้วยความตั้งใจที่จะซื้อเสื้อผ้า ราคาแพงๆ บ้างเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง แต่พอเดินเลือก หยิบใส่ตะกร้าทั้งตัวละ 129  199  299  กำลังจะเดินไปจ่ายตังค์ เป้นต้องฉุกคิด เสียดายเงินตลอดทุกทีซิน่า ผลออกมาเลยต้องเดิน กลับเอาเสื้อผ้าไปวางที่เดิม แล้วก็เดินกลับออกมาตัวเปล่าๆซะอย่างงั้นทุกที….

แต่ในที่สุด การตัดสินใจครั้งล่าสุดของผมก็เป็นผล เมื่อเดินเข้าบิกซี แล้วดิ่งไปที่กางเกง ตัวนึง ที่เล็งไว้นานแล้ว หยิบลงมาจากชั้นดูราคา 399 บาท กัดฟัน ถือเดินไปจ่ายเงิน ก้มหน้าก้มตาเดินออกมาจากบิกซี แล้วค่อยโล่งอก กลับมาถึงบ้านก็ยังไม่กล้าแกะถุงดู เก็บไว้ก่อน จนผ่านไป 2-3 วัน เลยลองแกะดู แกะป้ายออกก่อน แล้วก็ ลองใส่ดู ด้วยจิตใจปิติเต็มที่ ชื่นชมกับรางวัลของชีวิตตัวแรกที่แลกด้วยเงินที่แพงที่สุดตั้งแต่ซื้อเสื้อผ้ามา  แต่ ต้องสลดแบบกระทันหัน เมื่อลองใส่ดูแล้วต้องตกใจด้วยคำอุทาน………”ตูซื้อกางเกงหรือผ้าถุงวะเนี่ย !!! “  มันชั่งเป็นเรื่องน่าเศร้าจริงๆนะ ในเมื่อ กางเกงที่ซื้อมาด้วยเงินที่สูงที่สุดตั้งแต่เคยซื้อเสื้อผ้ามา ต้องมีสภาพเหมือน โสร่งก็ไม่ปาน เมื่อเอวกางเกงบาน ตั้ง 38  ในเมื่อผมใส่ เอวไม่ถึง 30   โฮ่ๆ จะโทษใครได้  เศร้ากันไป

ตอนนี้หาวิธีแก้อยุ่ กะจะ ไปเอาเอวเข้า ซะหน่อย เอาน่า  ตัวแรกย่อมมีอุปสรรค์  555+

Jul 05

วันนี้จะว่าไปแล้วก็ไม่มีประเด็นอะไรมาให้ พูดถึงเลย  เพราะ แทบไม่ได้ออกไปไหน 

ทั้งเรื่องการเมือง ศาสนา ก็วุ่นวาย กันพอควร หลังจากยุติประเด็นเรื่องศาสนาประจำชาติ ไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย  แต่ก็ยังมีกล่าวถึงกันบ้างในวงสนทนาต่างๆ 

แต่ประเด็นที่กลายเป็น ประเด็นอมตะของสังคมบ้านเราตอนนี้ คงหนีไม่พ้น  จตุคาม  พูดถึงก็ยิ่งทำให้สลด  ในเมื่อ สังคมไทยจะสมัยใหนก็เป็นแบบนี้อยุ๋แล้ว  มันไม่ใช่เรื่องใหม่ อะไรมากมาย 

  มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมาก นี่คือ สิ่งที่ตอกย้ำว่า มนุษย์อ่อนแอ จนต้องหาที่พึ่งทางใจ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รุ้ว่า มันจะช่วยได้จริงหรือไม่  แต่ก็เอาเหอะเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กนี่นา จะให้คิดเป็นอื่นก็ใช่ที…. 

 วันนี้ แม้ทีวีก็ไม่อยากเปิดดู ข่าวความวุ่นวายมันทำให้ รุ้สึกว่าเบื่อหน่ายมาก และก็รู้ อยู่ว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมา ก็ล้วน เกิดจาก  มนุษย์ทั้งนั้น 

Jul 04

นานมาแล้ว…. ณ สังคมบ้านนอกห่างไกล ตัวเมือง   เมื่อผมยังเป็นเด็ก
คือช่วงเวลาที่ผมวิ่งเล่นได้โดยไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมาก เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวความสุขแบบเด็กๆที่งานวัดขนาดย่อมๆได้จัดขึ้น ทุกครั้ง เมื่อฤดูกาลหนังขายยามาถึง   เด็กน้อยในหมู่บ้านต่างตั้งตารอคอย

“มาแล้ว !! มาแล้ว !! ยาถ่ายพยาธิ์ ตราลิงถือลูกชู้ สรรพคุณ แก้ร้อนในกระหายน้ำ….
….รถบริการฉายหนังของเราจะปักหลักนำความบันเทิงให้แก้พี่น้องชาวบ้าน…ที่ลานวัด….
 ด้วยภาพยนต์สุดมันส์ ผลงานการกำกับและแสดงเองของ พระเอกนักบู้ภูธร พันนา ฤทธิไกร  ”
 
เสียงจากโทรโข่ง ดังมาจากหลังคารถตู้สีขาวเก่าๆคันนึง ที่ขับกระจายเสียงไปรอบหมู่บ้าน และมาสิ้นสุดที่ลานวัดประจำหมุ่บ้าน เด็กในหมู่บ้าน ได้ยินเสียงก็รู้ได้ทันทีว่าที่คือความบันเทิงหมู่ที่พวกเขารอคอย  เด็กในหมู่บ้านจะไปรวมตัวกัน เพื่อจะวิ่งเล่นกัน ในขณะที่ทีมงานฉายหนังได้ตระเตียมตั้งจอขอไฟ  ทั้งป้าที่ขายลูกชิ้นลุงที่ขายของเล่นเด็ก ฯลฯ ต่างมาตั้งร้านแบบง่ายๆ บริเวณรอบๆจอหนังเมื่อถึงเวลาฉายหนัง พวกผมซึ่งเป็นเด็ก ก็ มาเฝ้ารอดู มันเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำที่สุดจะประทับใจด้วยอรรถรสของหนังและกลิ่นไอของน้ำค้างยามค่ำคืนแบบบรรยากาศบ้านน้อกบ้านนอก 

เวลาผ่านเลยไป ทุกปีจะมีรถฉายหนังขายยาผ่านมาไม่เกินสองคัน จนผมเริ่มโตขั้น จึงเรียกมันว่าเป็นฤดูกาลของหนังฉายยาแต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ความเจริญเริ่มเข้าใกล้เด็กบ้านนอก แปรเปลี่ยนไปนิยมวัตถุกันมากขึ้น  วีดีโอ ซีดี ก็เริ่มย้ำเข้ามาในหมู่บ้าน คนเร่ฉายหนัง ก็เริ่มลดน้อยลง จากปีละสองคันเหลือปีละคัน จนหลายปี จะมาซํกคัน จนเดี๋ยวนี้ไม่มีซํกคัน….

น่าเสียดายรสชาดความหอมหวานของวันวานที่แฝงไปด้วยเสน่ของความเป็นบ้านนอก ถูกวัฒนธรรมของคนในเมืองกลืนเข้ามา จากที่เคยรุ้จักกันทั้งหมุ่บ้านมาตอนนี้ คนแปลกหน้าเต็มหมุ่บ้าน แต่นี่ก็คงเป็นเรื่องปกติของสังคมที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป แต่การเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ผมรุ้สึกมันโหดร้ายเกินไปหน่อยสำหรับอาชีพนักเร่ฉายหนังขายยา

หนังหลายเรื่อง มันโดนใจผม มันประจุดประกายความฝันของผม เป็นจุดเริ่มของความรู้สึกอยากเข้ากรุงเทพ อยากเห็นเมืองฟ้า อยากเข้ามาแสวงหาโอกาส ในการเป็น ผู้ผลิตหนังพวกนี้ สรุปคืออยากเป็นผู้กำกับ ในชั่วโมงนั้นคุณน้าพันนาเป็น ฮีโร่ เป็นต้นแบบของผมเลยก็ว่าได้ ผมคงไม่ต่างอะไรกับคุณจาพนม หรือเด็กบ้านนอกอีกหลายๆคนที่เมื่อได้ดูหนังของคุณน้าพันนาแล้วทำให้เขามีจุดหมาย หนังที่ผมดูแล้วประทับใจมาก จนต้องสัญญากับตัวเองว่าเมื่อโตขึ้นจะเข้ากรุงเทพ และทำตามฝันของตัวเองให้ได้ และเมื่อโตมา ความทรงจำเริ่มลางเลือน แต่ก็ยังคงจำความประทับใจเหล่านั้นได้ไม่เปลี่ยนแปลงและ ในหนังเรื่องนั้นเนื้อหา นักแสดง ยังคงติดตาผมมาโดยตลอดจนต้องตามหาซื้อมาเก็บให้ได้ ตามหามาหลายปีแต่ก็ไม่เจอ เป็นเพราะไม่รู้ชื่อเรื่อง แต่มีอยู่วันนึงผมจำไม่ได้ว่าที่ไหน ผมก็ไปเจอหนังเรื่องนี้ เป็นเพราะผมจำนักแสดงและท่าทางนักแสดงในหนังเรื่องนี้ได้ผมจึงแน่ใจว่า หนังที่ผมเจอเรื่องนี้คือเรื่องเดียวกันกับที่ผมตามหามาโดยตลอด

มันเป็นหนังในความทรงจำและจุดพลังให้ผม มาจนถึงทุกวันนี้  คงไม่น่าเชื่อว่าหนังเพียงเรื่องเดียวจะมีอิทธิพลต่อคนคนนึงได้ถึงขนาดนี้

เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมาผมก็แวะซื้อ มาเก็บอีกแผ่นนึง เป็นเพราะ แผ่นที่ผมซื้อเมื่อตอนนั้น ผมได้ให้พี่คนนึงยืมไปแล้ว 

มาดูกันว่าเเป็นเรื่องอะไร

Jun 30

สติปัฏฐาน ทางที่พุทธองค์ทรงยกย่องว่าคือ สายเอกสู่นิพพาน

www.jarun.org